ทำไมศาสนาจึงเป็นเรื่องแปลกแยก (สำหรับฉัน) ในช่วงวัยเยาว์


ถ้าหากใครจะเขียนเรื่องว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร

ในช่วงวัยเยาว์ฉันก็จะคิดว่า นี่เป็นหัวข้อเรื่องที่ให้ความรู้สึกว่าเชย เก่าคร่ำครึ เพราะในวัยนี้ ฉันไม่เคยรู้สึกสนใจเลยว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร

สวดมนต์ทุกเช้า หน้าเสาธงของโรงเรียน หรือทุกคืนก่อนนอน เราก็ไม่เคยเข้าใจว่า เรากำลังสวดว่าอะไร (สมัยนั้นยังไม่มีคำแปลบทสวดมนต์เหมือนปัจจุบัน) เข้าใจแต่คำว่ากราบ กราบ กราบ… น่าอายจัง!

ตอนโตขึ้นมาหน่อย เป็นวัยรุ่น เราไม่รู้สึกว่าอยากจะรู้ เหมือนเป็นเรื่องของพระในวัด กับกลุ่มพวกปู่ ย่า ตา ยาย รวมพ่อแม่ของเรา

เวลาเรากรอกประวัติของเรา พอถึงช่องศาสนา ก็ใส่คำว่า พุทธ ลงไปตามฟอร์มเท่านั้นเอง พร้อมกับนึกในใจว่า… เรานั้นหามีศาสนาไม่… ฮืออมมม!

แถม / เวลาแม่เตรียมอาหารสำหรับตักบาตรทุกเช้า ก็ยังเคยรู้สึกว่า โหย… พระได้กับข้าวดีๆ ไปเยอะเลย

บาปจริงๆ เนี่ย!

#######

ย้อนไปตอนเราเด็กมากๆ ถึงวันสำคัญทางศาสนาต่างๆ รวมทั้งวันเกิดของเรา… แม่อุตส่าห์จับมือเราให้ถือทับพีตักข้าวใส่ลงไปในบาตรพระ จับมือเราหยิบกับข้าววางลงบนฝาบาตรท่าน และกลับมาบ้าน ก็จับมือเรากรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลไปให้ปู่ย่า บรรพบุรุษ ที่ล่วงลับไปแล้ว โดยออกชื่อทีละคนๆ เราก็ทำตามแต่โดยดี (ยังจำบทกรวดน้ำได้จนถึงทุกวันนี้…)

นอกเหนือจากการเตรียมข้าวปลาอาหารเพื่อตักบาตรพระทุกเช้า สิ่งที่ฉันพบเห็นจากบ้านคือแม่สวดมนต์ทุกเช้าค่ำ และทุกครั้งที่เกิดหรือทำท่าว่าจะเกิดภัยต่างๆ เช่น มีลมพายุพัดแรง หรือเกิดมีเด็กเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตกน้ำ รถชน ฯลฯ แม่จะจุดธูปที่หิ้งพระ และนั่งสวดมนต์อยู่เป็นเวลานาน…

แต่เมื่อโตขึ้นมา ฉันไม่ได้คิดที่จะสืบทอดสิ่งเหล่านั้นจากแม่ เพราะฉันมองไม่เห็นความเชื่อมโยงของสิ่งที่แม่ทำกับชีวิตที่เป็นจริงในช่วงของการเติบโตขึ้นมาของฉัน (ช่วงนั้นสังคมประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงต้นๆ ของการพัฒนาเพื่อความทันสมัยอย่างขนานใหญ่ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั่นเลย)

บรรยากาศทั่วไปในสังคม ณ เวลานั้น และวัยนั้นของเรา ล้วนสอนให้เราใช้และเชื่อในเหตุผล (Reasoning) และตัวของเรา (Individualism) รวมทั้งในความสามารถ น้ำพักน้ำแรงของเราเอง…

ดังนั้น ฉันจึงมักคิดว่า ศาสนานี่ช่างเป็นสิ่งงมงายไร้เหตุผล เป็นความเชื่อความนับถือ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เห็นเขาไหว้ก็ต้องไหว้ด้วย…หนีไปไกลๆ ดีกว่า…

######

แปลกแต่จริง ก็คือ แม้ว่าในสถานศึกษาครั้งนั้น ในระดับอุดมศึกษา ฉันยังได้เรียนพุทธปรัชญา (อันเป็นส่วนหนึ่งของวิชาปรัชญาที่ฉันเลือกเรียนเป็นวิชาโท) และภาษาบาลี-สันสกฤต (อันเป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทยที่ฉันเลือกเรียนตอนปี 3 และต้องตัดทิ้งไปในตอนปี 4) การเรียนการสอนที่ฉันได้ผ่านในครั้งนั้น ก็ยังไม่อาจดึงความสนใจของฉันมาสู่คำสอนของพุทธศาสนาแต่อย่างใด เพราะทั้งสองวิชานั้น มีแต่ความน่าเบื่อสำหรับฉันเวลาอยู่ในชั้นเรียน…

ปรากฏว่าเรียนเสร็จก็ส่งกลับคืนให้ครูอาจารย์ไปจนหมดเกลี้ยง!

น่าเสียดายนัก…

######

ชีวิตที่ต้องโลดแล่นไป ได้ทำให้ฉันลืมคำว่า ศาสนา ไปเสียสนิท…

ท่านผู้ที่อ่านมาถึงตรงนี้ ท่านคงเข้าใจแล้วใช่ไหมว่า เพราะเหตุใดในช่วงวัยเยาว์ของฉันจึง ไม่มีความสนใจหรือความพยายามที่จะเข้าใจคำสอนในศาสนาแต่อย่างใด…? (เด็กสมัยนี้คงไม่เหมือนฉันแล้วนะคะ)

เมื่อมาถึงช่วงท้ายของชีวิตนี่ละค่ะ เมื่อทุกอย่างรอบตัวพอเข้าที่เข้าทาง ความสงบในการดำรงชีพเริ่มเกิดขึ้น…

ที่สำคัญ ช่วงที่ต้องมาบริบาลแม่ที่เข้าสู่วัยชรานี่เอง… คำว่า ศาสนา โดยเฉพาะ พุทธธรรม จึงค่อยๆ เริ่มเข้ามาสู่ความสนใจของฉันอย่างจริงจัง

ความสนใจในศาสนาพุทธของฉันเป็นอย่างไร ขอนำมาเล่าสู่กันในตอนหน้านะคะ

ขอพักกันตรงนี้ก่อนค่ะ รักคนอ่านทุ๊กกกคนเหมือนเดิมเลยนะคะ

######

This entry was posted in religion, Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s