เรื่องทางศาสนาดูช่างเปราะบางจริงๆ


เพื่อนๆ ที่รัก… ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยที่เอาปัญหาหนักๆ มาทิ้งใส่ไว้ให้เมื่อบล็อกที่แล้ว ฉันทำให้เพื่อนต้องปวดกะโหลกโดยไม่จำเป็นรึเปล่า ถ้ายังไงก็อย่าคิดมากเลยนะคะ… มันเป็นอารมณ์ชั่ววูบน่ะ/

เมื่อมาคิดทบทวนดู ฉันก็คิดได้และคิดตกในระดับหนึ่ง นั่นเพราะว่า… เมื่อย้อนไปดูประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของมนุษย์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นทางโลกทางธรรม เราได้เห็นการต่อสู้ การทำสงคราม รบราฆ่าฟันกันไม่ได้หยุดหย่อน ตราบจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ ยังเห็นได้ว่า ศาสนากับการดำเนินชีวิตทางสังคมการเมืองของมนุษย์แต่ละยุคก็มักแยกจากกันไม่ออก บางครั้งศาสนาก็แสดงบทบาทนำอย่างโดดเด่น บางครั้งศาสนาก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองบ้างอะไรบ้าง

ดังนั้น ความเชื่อหรือศาสนาในแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่ละศาสนาที่ถือกำเนิดขึ้นมา ย่อมน่ามีเหตุปัจจัยและมีบทบาทหน้าที่ที่แน่นอนในการตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของคนในแต่ละยุคแต่ละตำแหน่งแห่งที่เหล่านั้น

และเมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อความเชื่อ / ศาสนาแนวหนึ่งๆ ไม่มีแรงกำลังพอที่จะแสดงบทบาททางสังคมการเมืองสำหรับคนบางหมู่เหล่าที่ดำเนินชีวิตในพื้นที่ใดหนึ่งได้ ก็ย่อมต้องหมดบทบาท ณ จุดนั้นๆ ไปโดยปริยาย

นี่เป็นความพยายามเข้าใจในตอนนี้นะคะ… เพื่อนๆ เห็นอย่างไร?

…..

พุทธศาสนาเมื่อถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อสองพันหกร้อยกว่าปีที่ผ่านมานั้น ก็มิใช่เป็นศาสนาความเชื่อเดียวที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในเวลานั้น มีทั้งฮินดูที่ท่องบ่นคัมภีร์พระเวททำพิธีสวดสดุดีเทพยดาอย่างหลากหลายต่อเนื่องกันมาก่อนนับเป็นพันๆ ปีมาแล้ว มีทั้งศาสนาเชนที่มีศาสดาสืบทอดกันมาก่อนแล้วหลายรุ่น และยังมีลัทธิความเชื่ออื่นๆ อีกมากมายที่แตกแขนงกันอยู่ทั่วไปในพื้นที่ๆ ถือว่าเป็นอู่อารยธรรมแห่งลุ่มน้ำสินธุในเวลานั้นค่ะ

และถ้าหากเราจะแพนกล้องหรือสแกนไปดูแหล่งอู่อารยธรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ใกล้เคียงกัน เราจะเห็นชัดที่สุดคืออารยธรรมกรีกที่เจริญคู่ขนานกันมาอยู่แถบทะเลอีเจียนที่เป็นประเทศกรีซ และตุรกีปัจจุบัน ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกับสมัยพระพุทธเจ้านั้น กรีกก็มีนักปราชญ์เช่น ธาลีส พิธากอรัส เฮราคลิตัส พาร์เมนิดีส ฯลฯ ซึ่งเป็นรุ่นอาจารย์ของโสกราตีส อีกทีหนึ่ง และในช่วงราวพุทธศักราช 150 เศษ พระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราชก็แผ่ขยายอาณาจักรของตนมาจนถึงแดนชมพูทวีป และเข้ามาในแคว้นคันธาระ และเมืองตักศิลา ซึ่งได้ก่อให้เกิดการส่งอิทธิพลทางด้านศาสนา ศิลปะ-วัฒนธรรมกันระหว่างสองอารยธรรมนี้อย่างน่าสนใจค่ะ

ถ้าหากเพื่อนๆ สังเกตศิลปะแบบคันธาระ ที่เด่นชัดสุดก็จากพระพุทธรูปที่หลงเหลืออยู่ ก็จะพบเห็น

ลักษณะของรูปปั้นแบบกรีก หรือที่เค้าเรียกว่าศิลปะแบบ Hellenistic ปรากฏอยู่ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

พระพุทธรูปศิลปะคันธาระ (ประมาณ 200-300 AD) ตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณธ์เมืองลาฮอร์ปัจจุบัน

และการสร้างรูปเคารพของพระสัมมาสัมพุทธะนั้น เพิ่งเริ่มมีเมื่อประมาณ พ.ศ. 500 รัชสมัยของพญามิลินทร์ ซึ่งเป็น Indo-Greek king และพระพุทธรูปศิลปะแบบคันธาระแบบกรีกนี้ ก็ได้กลายมาเป็นต้นแบบที่สำคัญหนึ่งของพระพุทธรูปที่สร้างกันสืบมาจนปัจจุบันค่ะ

…..

ในยุคที่ศาสนาพุทธรุ่งเรืองโดดเด่นที่สุดก็คงเป็นยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช ช่วงเวลาราวทศวรรษต้นๆ ของ พ.ศ. 200 ค่ะ โดยก่อนหน้าที่พระองค์จะขึ้นเป็นกษัตริย์นั้น ได้ทำสงครามสู้รบเพื่อชิงบัลลังก์และเข้าครอบครองดินแดนแคว้นอื่นๆ มาอย่างหนัก แล้วจึงทรงประกาศละเลิกสงครามหันมาสร้างสันติ นับถือพระพุทธศาสนาดำเนินนโยบายธรรมวิชัย สร้างศิลาจารึกเผยแผ่คำ

สอนพระพุทธศาสนา ส่งศาสนทูตถึง 9 สายกระจายออกไปประกาศพระศาสนาในดินแดนที่ห่างไกล ทำให้ศาสนาพุทธตั้งมั่นและแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางรอบทิศทาง

พระเจ้าอโศกฯ ทรงมีนโยบายหนึ่งที่สำคัญและน่าศึกษามาก นั่นคือการประกาศหลักการแห่งเสรีภาพแบบสมัครสมานทางศาสนา เรียกว่า “สมวายะ” หลักการแห่งความสามัคคีระหว่างศาสนิกต่างศาสนา และขันติธรรม

ตัวอย่างในศิลาจารึกอโศกฉบับหนึ่งที่ระบุว่า “…ไม่พึงมีการยกย่องลัทธิศาสนาของตน และการตำหนิลัทธิศาสนาของผู้อื่น เมื่อไม่มีเหตุอันควร… การสังสรรค์สมาคมกัน นั่นแลเป็นสิ่งดีงามแท้ จะทำอย่างไร? คือ จะต้องรับฟังและยินดีรับฟังธรรมของกันและกัน…” (หลักศิลาจารึกฉบับที่ 12)

…..

ในที่นี้ฉันอยากจะตั้งข้อสังเกตก็คือ …ความเจริญรุ่งเรืองหรือซบเซาของศาสนาใดๆ ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ มักขึ้นอยู่กับผู้นำ / ผู้ปกครองเป็นสำคัญทั้งหมดทั้งสิ้น

…..

เนื้อหาที่เป็นข้อมูลที่นำมาเขียนเล่านี้ เพื่อนๆ ที่สนใจ สามารถไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ด้วยตนเองในหนังสือเล่มที่สำคัญคือ กาลานุกรม โดย พระพรหมคุณากรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) และ ปรัชญาอินเดีย ของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยฯ เล่มที่ฉันอ่านเป็นของ สนั่น ไชยานุกูล ค่ะ

ลาไปก่อน แล้วพบกันอีกค่ะเพื่อนๆ บ๊าย บาย

This entry was posted in religion and tagged , , . Bookmark the permalink.

One Response to เรื่องทางศาสนาดูช่างเปราะบางจริงๆ

  1. CordiaV says:

    เพื่อนๆ คะ ขออนุญาตปรับเปลี่ยนชื่อของโพสต์ชิ้นนี้สักหน่อย คิดว่าน่าจะสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของคนเขียนมากที่สุด ณ ยามนี้ / ด้วยรักค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s