Missing Link แห่งเส้นทางพุทธธรรมในอินเดีย (ประมวลเหตุแห่งการดับสูญ)


เต็มที่เลยค่ะเพื่อนๆ ที่รักทุกท่าน…

ต่อไปนี้เป็นการสรุปความอย่างสั้นๆ ประเด็นเกี่ยวกับสาเหตุต่างๆ ที่ระบุว่าทำให้พุทธศาสนาดับสูญไปจากอินเดีย ที่ประมวลโดยท่านซีโอริสและข้อวินิจฉัยของท่านค่ะ (นี่เป็นการยั่วให้คิดอย่าเชื่อตามนะเพื่อน!)
(หมายเหตุ – เนื้อความทั้งหมดในบล็อกนี้ต้องอ่านต่อเนื่องจากบล็อกก่อนหน้านี้นะคะ เพราะในนี้จะประมวลเฉพาะสาเหตุที่ “ว่ากันว่าทำให้พุทธดับสูญไปจากอินเดีย” แต่ท่านซีโอริสมีความเห็นแย้งไว้ทุกข้อว่า ไม่น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญถึงกับทำให้พุทธดับสูญดังว่าค่ะ – ส่วนสาเหตุที่ท่านซีโอริสฟันธงไว้ อยู่ในเนื้อหาบล็อกก่อนหน้าแล้วค่ะ – ด้วยนับถือผู้อ่านทุกคนค่าาา)

…(1) การหมดเรี่ยวแรงไปตามธรรมชาติ Natural exhaustion ชี้ว่าไม่ได้อธิบายสาเหตุของการดับสูญของศาสนานี้

…(2) ภาวะศีลธรรมเสื่อมของพระสงฆ์ ชี้ว่าได้เจอกันมาตลอดตั้งแต่โบราณจนถึงทุกวันนี้ในเกือบทุกศาสนา ไม่เห็นจะเป็นเหตุให้ศาสนานั้นๆดับสูญ

…(3) ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่มีความเชื่อต่างนิกาย หรือในหมู่สาวกหรือผู้เผยแผ่หลักธรรม ชี้ว่า แม้แต่ในสมัยพระพุทธเจ้าเองก็เกิดขึ้นความแตกแยกในหมู่สงฆ์มาตลอด และก็มิได้มีแต่เฉพาะหมู่ชาวพุทธ และอย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ พุทธได้เผชิญการเคลื่อนที่ท้าทายทางลัทธิ เช่น ลัทธิเชน (Jainism) ซึ่งรุนแรงแหลมคมกว่ามาก ก็ยังมิได้ทำให้พุทธต้องดับสูญไปแต่อย่างใด

…(4) ถูกกัดกร่อนโดยกระแสพุทธแนวใหม่ คือมหายานและตันตระ ชี้ว่า ตันตระไม่ได้มี

พระสงฆ์ขณะศึกษาธรรมะในห้องโถงของธรรมศาลา ประเทศอินเดียตอนเหนือ

พระสงฆ์ขณะศึกษาธรรมะในห้องโถงของธรรมศาลา ประเทศอินเดียตอนเหนือ

คุณูปการในการพัฒนาพุทธศาสนา แต่ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสื่อมสลายแก่พุทธ ส่วนกระแสมหายานก็ไม่ได้เคยเป็นเหตุให้แนวพุทธดั้งเดิมหรือ “เถรวาท” ต้องสูญสิ้นไป ยกตัวอย่างในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสงฆ์วัลภีที่ยึดถือเถรวาททางฝั่งตะวันตก สามารถดำรงอยู่คู่ขนานกับมหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทาทางฝั่งตะวันออกที่ยึดแนวตันตระ/มหายาน นานถึง 200 ปี ก่อนทั้งหมดจะถูกทำลายโดยทัพมุสลิมประมาณปี ค.ศ. 775

…(5, 6) การเป็นปฏิปักษ์กับและการฟื้นใหม่ของลัทธิพราหมณ์ ไม่แปลกที่พราหมณ์จะไม่ชอบพุทธ เพราะพุทธเป็นศาสนาเกิดใหม่และเผยแพร่คำสอนโดยไม่เลือกวรรณะ การฟื้นฟูของลัทธิพราหมณ์จึงเป็นปฏิกิริยาเนื่องจากการสูญเสียพื้นที่ของตนให้แก่พุทธ

…(7) ประเด็นว่าพุทธถูกศาสนาฮินดูดูดกลืน ชี้ว่า เรื่องนี้ต้องพูดอย่างระมัดระวัง เพราะในเวลานั้นในอินเดียมีลัทธิศาสนาความเชื่อต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จนไม่อาจพูดได้อย่างกระจ่างๆ ว่าอะไรเป็นอะไร เช่นผู้นับถือพระศิวะซึ่งเป็นมิตรที่ดีของชาวพุทธ เชื่อยอมรับพระพุทธเจ้าในฐานะเป็นองค์ “อวตาร” ปางที่ 9 ของพระศิวะ และชนชั้นผู้ปกครองของแคชเมียร์หรือเบงกอล ยอมรับทั้งสองระบบ ส่วนท่านสังกราจารย์พยายามจะเชื่อมโยงพุทธเข้ากับลัทธิเวทานตะโดยจัดตั้งชุมชนของตนตามแบบสงฆ์ของพุทธ หรือบางตำราอ้างว่า พุทธสูญเสียพื้นที่หมดสิ้นไปจากอินเดียตั้งแต่ยุคคุปตะ (John Keay, India, p. 194) แต่ในตำราอื่นระบุว่า ในสมัยคุปตะ (ครองอินเดียระหว่างคริสต์ศักราช 320-540 หรือระหว่าง พ.ศ. 863-1083)  “พระสงฆ์มักจะเข้าร่วมในขบวนแห่ของพวกฮินดูด้วย” (Basham, p. 265) จึงเป็นเรื่องเปราะบางที่จะพูดว่าใครเสียพื้นที่ให้ใครในอินเดียสมัยนั้น

…(8) กษัตริย์และชนชั้นนำในอินเดียสมัยนั้นไม่ให้การสนับสนุนและยังต่อต้าน ชี้ว่า โดยทั่วไปผู้ปกครองในเขตแคว้นต่างๆ ของอินเดียมักถือนโยบายให้อิสระในการนับถือศาสนา การถูกเจ้าชายหลายองค์ต่อต้านขัดขวางก็มีบ้าง มีการระบุชื่อในบันทึกประวัติศาสตร์ด้วย แต่เมื่อมองจากมิติที่กว้างออกไป เปรียบกับดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลของอินเดีย การต่อต้านขัดขวางดังกล่าวถือว่าเกิดขึ้นน้อย จึงไม่น่าเป็นสาเหตุสำคัญให้พุทธศาสนาดับสูญไป

…(9) ในทางประวัติศาสตร์ได้มีการบุกเข้าโจมตีอินเดียหลายครั้ง เช่น โดยพวกอาหรับ พวกฮั่น เป็นต้น แต่ไม่ได้ส่งผลเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อศาสนาพุทธ หรือกระทั่งข้อเท็จจริงที่ว่า มีพระผู้ใหญ่เดินทางอพยพออกจากอินเดียโดยเฉพาะการเดินทางไปจีน จำนวนพระที่เดินทางออกไปนั้น ก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นตัวก่อให้เกิดการดับสูญของพุทธศาสนาในอินเดียแต่อย่างใด

…(10) ความ “ล้มเหลวทางสังคม” ของศาสนาพุทธ หรือการขาดโครงสร้างหรือแนวทางการปกครองในหมู่สงฆ์และผู้มีจิตศรัทธาในพุทธศาสนา การถือวัดเป็นศูนย์กลางเพียงจุดเดียว ทำให้เหินห่างจากชุมชน เมื่อถูกโจมตีจากผู้บุกรุกคือทัพมุสลิมจึงดับสูญ ผู้มีความศรัทธาเมื่อขาดหลักยึดก็แตกกระสานซ่านเซ็น นอกจากนั้น คฤหัสถ์ที่มีความเชื่อถือในพุทธแต่ในเรื่องพิธีกรรมต่างๆ ก็ยังทำตามพิธีพราหมณ์อยู่…  ชี้ว่า วิถีของพุทธนั้นมิได้เหินห่างจากชุมชนแต่อย่างใด มีหลักฐานการกล่าวถึงวินัยหลักปฏิบัติต่างๆ ของสงฆ์ในพระไตรปิฎก ซึ่งจะพบว่าเส้นแบ่งระหว่างสงฆ์กับฆราวาสนั้นออกจะไม่ชัดเจนด้วยซ้ำ เนื่องจากการเข้าวัดและออกจากวัดของชาวพุทธนั้นเป็นเสรีภาพอันสมบูรณ์ ผู้ที่เป็นพระเมื่อวันวานแต่ในวันนี้อาจจะเป็นฆราวาสแล้วก็ได้ ท่าน I.B. Horner นักแปลพระธรรมวินัยผู้มีชื่อเสียงแห่งสมาคมเอกสารภาษาบาลีแห่งกรุงลอนดอน กล่าวไว้อย่าชัดเจนว่า “ฆราวาสผู้มีศรัทธา แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้นำในเรื่องวินัย แต่ก็ไม่เคยขาดและไม่เคยห่างหาย พวกเขาเหล่านี้ปวารณาตนเป็นผู้สนับสนุน เป็นผู้วิจารณ์ เป็นผู้บริจาค เป็นผู้ที่คอยกำกับให้ทั้งพระและฆราวาสดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีมีศีลธรรมต่อสังคมวงกว้าง รวมทั้งคอยดูแลในเรื่องความเป็นอยู่และอาหารการกินของสงฆ์ จึงไม่น่าจะก่อให้เกิดการสูญสิ้นของศาสนาไปได้

…(11) แนวคำสอนพุทธให้ยึดหลักขันติธรรมอย่างสุดขั้ว ขาดความสามารถในการปรับตัว ทำให้ถูกฮินดูดูดกลืนได้ง่าย ชี้ว่า ไม่ควรลืมว่าเพราะแนวคำสอนนี้มิใช่หรือที่เป็นตัวขับเคลื่อนอย่างใหญ่หลวงของการเผยแผ่คำสอนพุทธไปทั่วเอเชีย นั่นก็คือคนต่างประเทศไม่ได้มองว่านี้เป็นเรื่องที่เป็นอุปสรรค แต่เป็นอะไรที่แปลกใหม่ซึ่งจะสามารถอยู่ร่วมกันกับหลักความเชื่อดั้งเดิมของพวกเขาได้ ดังนั้น จึงเหมือนเป็นเรื่องแปลกที่ว่าลักษณะเดียวกันที่นำไปสู่ความสำเร็จในประเทศอื่น แต่นำไปสู่ความล้มเหลวในประเทศถิ่นเกิดของตนเอง

…(12) เรื่องว่าพุทธเน้นภาษาบาลี ไม่ชอบภาษาสันสกฤต ฟังดูไม่เป็นเหตุเป็นผล เพราะนอกจากจะไม่จริงที่ว่าไม่ชอบสันสกฤต เพราะวรรณกรรมพุทธในประวัติศาสตร์กว่าพันปี (จาก 200 BC ถึง 1200 AD) ประกอบขึ้นด้วยวรรณกรรมที่เป็นภาษาสันสกฤตเป็นองค์ประกอบที่กลมกลืนอยู่โดยนักเขียนที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นชาวพุทธ นอกจากนั้น ยังมีลัทธิเชนที่มีการบ่งชี้ชัดเจนว่าเน้นการใช้ภาษา “ปรากฤต” (Prakrit) มากกว่าสันสกฤต ก็ไม่เห็นทำให้ลัทธิเชนดับสูญไปจากอินเดียแต่อย่างใด

…(13) ถูกโจมตีต่อต้านอย่างรุนแรงจาก 2 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งลัทธิฮินดู นั่นคือ ท่านกุมาริละ (ราว ค.ศ. 750) และพระสังกราจารย์ (ประมาณ ค.ศ. 800) ท่านแรกเป็นที่ทราบว่าเป็นผู้ที่ละเลิกนับถือพุทธจากรัฐพิหาร ได้มีการรวมพลังเพื่อทำสงครามต่อต้านโจมตีหลักคิดความเชื่อศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าอย่างรุนแรง ส่วนท่านที่สองเป็นพราหมณ์จากทางใต้ แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น แต่ก็ยอมรับทัศนคติหลายเรื่องของพุทธ ท่านนี้เลยได้สมญานามว่า “crypto-Buddhist” หรือ “คนพุทธแอบแฝง”

…(14) พุทธไม่สามารถรักษาที่มั่นทางแดนใต้ (ตามพระคัมภีร์พุทธหมายถึงพื้นที่บริเวณใต้แนวแม่น้ำคงคาลงมา) ของอินเดียเอาไว้ได้ ชี้ว่า มีข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐโอริสสา พิหาร และเบงกอล พุทธศาสนาสามารถต้านทานการรุกรานไว้ได้นานกว่าที่ระบุในประเด็นนี้

…(15) เน้นเรื่องการดับทุกข์ซึ่งไม่เป็นที่น่าสนใจของชาวบ้านทั่วๆ ไป ทำให้พุทธในอินเดียจึงดับสูญ ชี้ว่า ไม่น่าจะจริง เพราะหากจริงก็น่าจะเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เหตุใดจึงเพิ่งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 12 กระทั่งมีหลักฐานที่ตรงกันข้ามว่า สารที่พระพุทธเจ้าทรงส่งทอด (เรื่องการดับทุกข์) นี้ ได้รับการขานรับจากมหาชนกว้างขวางไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด หรือเขตแดนแคว้นไหน เช่นในประเทศจีน และเขตแคว้นอื่นๆ ทั่วเอเชีย เนื่องจากเป็นสารที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานที่สุดของจิตวิญญาณของมนุษย์ ดังนั้น เราจะอธิบายว่า จิตวิญญาณของคนอินเดียต่างออกไปจากคนทั่วไปนี้อย่างไร (จึงไม่สามารถตอบสนองได้)

เนื้อหาใจความสำคัญมีประมาณนี้ค่ะเพื่อนๆ

บล็อกหน้าจะสรุปความด้านการแผ่ขยายของพุทธศาสนาในดินแดนอื่นๆ และข้อสังเกตที่น่าสนใจของท่านซีโอริส มาให้อ่านกันค่ะ

รักทุกคน… แล้วพบกันอีกค่ะ บายยยย///

This entry was posted in Books, religion and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s