ตอนนี้ใครบอกว่านับถือพุทธต้องดูให้แน่ว่านิกายไหน… !


สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ที่รักทุกท่านคะ

ในช่วงนี้ได้เกิดมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา ออกมาทางสื่อมากขึ้นนะคะ

หรือเป็นเพราะเราสนใจมากขึ้นก็เลยพบเจอเข้าก็เป็นได้

ที่ตื่นฮือกันมากโดยเฉพาะทางโซเชี่ยลมีเดีย ก็คือการเผยแพร่ภาพ พระพุทธรูปปางกอดสาว ซึ่งเป็นคติความเชื่อของพุทธนิกายวัชระยาน หรือตันตระ ที่ได้เกิดมีมานานแล้ว และนับถือกันทางแถบภูฐาน เนปาล ทิเบต เป็นต้น

หนังสือเชิงท่องเที่ยวที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2549 ชื่อ “ภูฐาน-อารยธรรมแห่งสุดท้าย” ของ สฤณี อาชวานันทกุล หากใครได้เคยอ่านก็จะพบว่า สฤณี ได้เขียนถึงเรื่องคติความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างสนุกและน่าสนใจทีเดียว

หากใครเคยคิด (ฉันเองก็เคยค่ะ) และเข้าใจว่า พุทธที่ไหนๆ หรือพระห่มผ้าเหลืองที่ไหนๆ ก็จะเหมือนๆ กัน ก็จะผิดเลยค่ะ โดยเฉพาะพุทธแบบวัชระญาณ หรือตันตระนี่แตกต่างชนิดหน้าเป็นหลังเลย

ท่านซีโอริส (Dr. George A. Sioris) ในหนังสือที่ท่านเขียนเกี่ยวกับประวัติพุทธศาสนา ก็ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ โดยอ้างทัศนะของ ศจ. โกยาล ในทำนองว่า พุทธนิกายตันตระ มิได้มีผลต่อการพัฒนารุ่งเรืองขึ้น หรือดับสูญไปของพุทธศาสนาแนวหลักแต่อย่างใด และอ้างนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ Sir Charles Eliot ที่เห็นว่าตันตระคือการรวมคำสอนของมหายานเข้ากับความเชื่อทางไสยศาสตร์ยุคโบราณ (A History of Buddhism, 2004:43) ซึ่งก็น่าจะตรงกับที่ สฤณี เขียนไว้ว่า “พุทธและไสยที่นี่แยกออกจากกันไม่ได้จริงๆ” (ภูฐาน อารยธรรมแห่งสุดท้าย, 2549:71)

อย่างไรก็ตาม หากใครสนใจควรที่จะศึกษาเค้าดูให้ลึกซึ้งเสียก่อน เพราะหากเราเป็นพุทธ เราก็จะไม่เชื่อสิ่งที่คนพูดๆ หรือเชื่อๆ ต่อๆ กันมา ต้องค้นคว้าให้ประจักษ์ด้วยตนเอง และหากเราเป็นพุทธเราก็จะไม่ว่าใคร ไม่บังคับให้ใครมานับถืออะไรๆ เหมือนๆ กับเรา และไม่ดูถูกหรือรังเกียจเดียจฉันใครที่แตกต่างจากเรา

ฉันชอบพุทธก็ตรงนี้ละค่ะ

…..

หลังจากที่ฉันเริ่มสนใจคำสอนแนวพุทธ ฉันพบว่าความอยากรู้จะนำเราเดินทางไปค่ะ จากนั้นสมองของเราก็จะเปิดช่องการรับรู้ข่าวสารในเรื่องที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้นๆ ไปเองโดยอัตโนมัติ

จากนั้นมันก็เลยทำให้ฉันได้รับรู้ว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จสู่กาลดับขันธ์ปรินิพพานได้ประมาณ 100 ปี หรือในการสังคายนาครั้งที่ 2 พุทธศาสนาก็ได้เกิดการแตกเป็นหลายนิกาย โดยมีกลุ่มสงฆ์แยกตัวออกจากเถรวาท ซึ่งเป็นพุทธแนวหลัก มาเป็นอาจาริยวาท ที่ต่อมาเรียกตนเองว่า มหายาน และในช่วงอีกประมาณ 100 ปีถัดมา หรือประมาณ พ.ศ. 200 พุทธศาสนาก็มีนิกายทั้งหมด 18 นิกาย ประกอบด้วย เถรวาท 1 กับอาจาริยวาทอีก 17 นิกาย (กาลานุกรมพระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก, 2552:21)

ในการเกิดนิกายขึ้นมากมายนั่น มองกันอย่างไร? …ธรรมดาๆ ใช่ไหมคะ? …ทุกศาสนาก็มีแตกเป็นนิกาย ดังนั้นการแตกนิกายน่าจะแสดงถึงการเติบโตขยายตัวไปของศาสนานั้นๆ มากกว่าอย่างอื่นจริงไหมคะ

อย่างพุทธศาสนาที่เจริญงอกงามในประเทศจีน ก็เป็นพุทธนิกายมหายาน ที่ผสมกลมกลืนกับเซนและเต๋า มาแต่โบราณ หลวงจีนที่เดินทางมาศึกษาและแปลพระคัมภีร์จากอินเดีย ในช่วง พุทธศตวรรษที่ 11-12 ได้ศึกษาจากมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งชำนาญทางพุทธมหายานเป็นสำคัญค่ะ

IMG_0405

รูปสลักหิน อวโลกิเตศวร แม่กวนอิม ณ ภูเขาเป่าติ้งซาน มณฑลหูหนาน สร้างระหว่าง ค.ศ. 1131-1162

ดังนั้น ถึงตอนนี้ ฉันจึงหายงงแล้วค่ะว่า เอ๊ะ ทำไมเวลาไปเยือนวัดพุทธ อย่างเช่นแถวมณฑลเสฉวน หรือไปชมรูปสลักหินที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาพุทธในประเทศจีน หลายครั้งพบว่ามีรูปเคารพทำนองเดียวกับแม่กวนอิม หรือที่เรียกว่า พระโพธิสัตว์ หรือ อวโลกิเตศวร (Avalokitesvara) ได้รับการนับถืออย่างกว้างขวาง และบางแห่งเป็นคล้ายพระประธานในโบสถ์ด้วย ซึ่งพุทธจากจีน ก็ได้กระจายไปสู่เกาหลี ญี่ปุ่นในแถบนั้น แต่ทว่า ก็อย่าคิดว่ามหายานในประเทศต่างๆ จะเหมือนๆ กัน เปล่าหรอก หากลองลงในรายละเอียดดูก็จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ไม่มากก็น้อยค่ะ

…..

อย่างเป็นที่ทราบกันว่า พุทธศาสนาได้ผ่านยุคที่รุ่งเรืองและตกต่ำหลายครั้ง ก่อนที่จะดับสูญไปจากถิ่นอันเป็นแหล่งกำเนิดของตนเอง นั่นคือดินแดนที่เป็นเขตประเทศอินเดีย-ปากีสถานตอนเหนือรวมถึงเนปาล ภูฐาน ทิเบต และอัฟกานิสถานในปัจจุบันค่ะ

ในหลายละลอกของความรุ่งเรืองและตกต่ำในเส้นทางวิวัฒน์ของพุทธศาสนานั้น… ฉันคิดว่า การเคลื่อนไหวสนับสนุนส่งเสริมพุทธศาสนาในยุคสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งเริ่มขึ้นในราว พ.ศ. 218 ไปจนถึงสิ้นราชวงศ์โมริยะ ในราว พ.ศ. 298 นั้น มีความสำคัญอย่างมาก ต่อการเจริญเติบโตขยายตัวของพุทธศาสนาในดินแดนอื่นๆ โดยเฉพาะในลังกา หรือศรีลังกาปัจจุบัน และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในไทยและพม่า ซึ่งถือว่ายังนับถือพุทธนิกายเถรวาท ซึ่งเป็นแนวหลักของพุทธดั้งเดิม

โดยในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวนี้ พระเจ้าอโศกได้ส่งเสริมทั้งความสมานฉันท์ทางศาสนา การทำสังคายนาครั้งที่ 3 ซึ่งตามมาด้วยการส่ง ศาสนทูตออกเผยแผ่คำสอนถึง 9 สายไปรอบทิศ รวมทั้งในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งสันนิษฐานว่ามีศูนย์กลางอยู่แถบลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลองของประเทศไทยเราด้วย (สุวรรณภูมิอยู่ที่นี่ ที่แผ่นดินสยาม, สุจิตต์ วงษ์เทศ: บรรณาธิการ, 2545) นอกจากนั้น ยังมีการสร้างโบราณสถานที่สำคัญ เช่นพระมหาสถูปที่สาญจี หลักศิลาที่สวนลุมพินี รวมทั้งหลักศิลาประดับเศียรสิงห์ทั้ง 4 ที่สารนาถ เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นโบราณสถานที่สวยงามบ่งบอกถึงความเชื่อถือที่ลึกซึ้งต่อพุทธศาสนา และองค์พระศาสดา และตกทอดมาให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม

…..

เอาละค่ะเพื่อนๆ คะ เราเริ่มจากตันตระ แล้วก็มาจบลงด้วยเถรวาท …ยังมีเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจนำมาคุยกันได้อีกมากมายเลยค่ะ พบกันบล็อกหน้านะคะ

รักทุกคนเหมือนเดิมค่ะ แล้วพบกัน///

This entry was posted in Books, religion and tagged , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s