จากความรัก… สู่…ความเป็นหนึ่งเดียว


สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวบล็อกและท่านนักอ่านบล็อกที่รักทุกๆ ท่าน

วันนี้จะมาชวนเพื่อนๆ สำรวจเรื่องเกี่ยวกับความรักกันบ้างดีกว่า… ความรักคืออะไร? ฮ่า… ทำตัวให้สุขสดชื่นหน่อยนะคะเพื่อนๆ วันนี้จะมาชวนทุกคน ย้อนยุคไปสู่เรื่องความรักในวรรณกรรมกรีกโบราณกันสักหน่อยนะคะ

ที่ว่า …จาก “ความรัก” แล้วมาสู่ความเป็น “หนึ่งเดียว” ได้ยังไงคะ .. เดี๋ยวเราค่อยๆ ลำดับความคิดความเข้าใจให้ตรงกันไปเรื่อยๆ นะคะ ดังนี้ค่ะ

1. เริ่มจากที่ล่าสุดเมื่อตอนที่อ่านหนังสือ ผู้ครองเรือน ของท่านพุทธทาส ได้อ่านพบตอนที่ท่านพูดถึงเรื่อง “ความรักคืออะไร” โดยท่านได้อ้างอิงเรื่องราวที่เล่าขานในวรรณกรรมสมัยกรีกโบราณที่เพลโต้เขียนไว้ ตอนที่ว่าด้วยเรื่องของ Symposium หรืองานเลี้ยงสังสรรค์โต้คารมกันระหว่างบรรดานักปราชญ์นักคิดนักแต่งบทละครบทกวีดังๆ ในยุคนั้น ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนามของ “ความรักแบบเพลโต” หรือ Platonic Love (ซึ่งปัจจุบันว่ากันว่าความหมายได้เพี๊ยนไปอีก ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปเมื่อมีโอกาสนะคะ)

2. ก็เลยทำให้ฉันย้อนไปหยิบหนังสือวาทะกรรมของเพลโต้ มาอ่านอีกครั้ง เฉพาะตอนที่ว่าด้วยเรื่อง Symposium รู้สึกสนุกดีค่ะ มีรายละเอียดมากกว่าที่ท่านพุทธทาสตัดตอนมาเล่าสั้นๆ ไว้ในคำสอนของท่าน จึงเกิดอดไม่ได้ อยากนำมาเล่าเพิ่มเติมค่ะ ซิมโพเซี่ยม เป็นเรื่องที่เพลโต้แต่งขึ้นในราวปืที่ 401 ก่อนคริสต์ศักราช ภายหลังจากที่โสกราตีสถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการให้ดื่มยาพิษไปเมื่อราวปี 399 ก่อน ค.ศ.  เป็นการจำลองบรรยากาศงานเลี้ยงที่นิยมจัดกันในสมัยนั้น ที่มีการดื่มไวน์และโต้คารมระหว่างบรรดานักปราชญ์คนดังๆ ในสังคม ในงานซิมโพเซี่ยมครั้งนี้จัดขึ้นที่บ้านของ นักเขียนบทละครโศกนาฏกรรมชื่อดังนามว่า อะกาธอน เพื่อฉลองการชนะประกวดบทละครชิ้นใหม่ของเขา โดยในงานมีการเชิญให้แขกผู้มีเกียรติที่ประกอบด้วยคนดังหลายคน รวมทั้งโสกราตีสเป็นคนสำคัญ  ผลัดกันลุกขึ้นกล่าวสดุดีความรัก (แต่คราวนี้บรรดาผู้ที่จะขึ้นกล่าวทั้งหมดตกลงกันว่าจะไม่แตะเหล้าไม่ดื่มระหว่างที่มีการกล่าวปราศัยค่ะ)

3. ในซิมโพเซี่ยมนี้ มีหลายคนได้ลุกขึ้นกล่าวสดุดีความรัก แต่ที่ท่านพุทธทาสได้อ้างถึงมี 2 คน คือโสกราตีส และอีกคนหนึ่งที่ขึ้นกล่าวโดยเริ่มจากความเป็นมาของลักษณะธรรมชาติของมนุษย์ เขาคือ Aristophanes ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนบทละครตลก หรือ Comedy ที่จะต้องทำให้คนหัวเราะเฮฮาตลอด และเรื่องที่อะริสโตฟานีส เล่านี้เองที่ฉันว่าสนุกดีค่ะ ก็เลยอยากมาเล่าขยายความจากที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ในหนังสือผู้ครองเรือน

4. อะริสโตฟานีส  เริ่มพูดว่าก่อนจะกล่าวถึงความรัก ขอบอกลักษณะดั้งเดิม 2 อย่างของมนุษย์ก่อนคือ (ก)  แต่เดิมคนไม่ได้มี 2 เพศเหมือนทุกวันนี้ แต่มี 3 เพศ คือ หญิง (เป็นลูกของโลก) ชาย (เป็นลูกพระอาทิตย์) และกระเทย หรือคนที่มีสองเพศ (man-woman) อยู่ด้วยกัน (ใช้คำว่า Androgynous เป็นลูกของพระจันทร์)   (ข)  มนุษย์แต่เดิมนั้นมีรูปร่างกลมๆ ด้านหลังและสีข้างติดกัน มีสี่แขนสี่ขา ลำคอกลมมีหัวเดียวแต่มีสองหน้าหันไปในทิศทางตรงกันข้าม มีสี่หู สามารถเดินตัวตรงเหมือนคนทุกวันนี้ แต่สามารถเดินหน้าถอยหลังได้ตามใจชอบ และยังสามารถเคลื่อนไหวแบบหมุนกลิ้งโดยใช้แขนขาทั้งสี่ได้อย่างรวดเร็ว มีพลังสูงมาก ไม่กลัวสิ่งใด ท้าทายไปจนถึงเทพเจ้า  เอาละซี่ เทพเจ้าทั้งหลายต่างก็รู้สึกเดือด คิดจะกวาดล้างให้สิ้นทรากไป ก็เกรงว่าจะไม่ได้รับการบูชาบวงสรวงสังเวยต่างๆ เหมือนที่มนุษย์ทำให้  วันหนึ่งเทพเจ้า Zeus ผู้มีสายฟ้าเป็นอาวุธประจำองค์ ก็คิดขึ้นได้ว่าจะทำให้มนุษย์หายซ่าหมดแรงหมดฤทธิ์เดชได้อย่างไร นอกจากนั้นยิงทีเดียวได้นกหลายตัว เพราะนอกจากจะทำให้มนุษย์อ่อนน้อมถ่อมตัวลงได้แล้ว ยังเป็นการเพิ่มจำนวนมนุษย์ที่จะมาบูชาบวงสรวงเทวดาได้มากขึ้นด้วย เทพ Zeus คิดได้ว่าจะต้องผ่ามนุษย์ให้ขาดออกเป็นสองซีก แทนที่จะไปด้วยสี่แขนสี่ขา ก็เหลือสอง และถ้าหากยังเหิมเกริมฤทธิ์มากอยู่อีก ก็จะผ่าต่อไปอีกให้เหลือแค่เสี้ยวเดียว ต้องกระโดดด้วยขาเดียวไปเลย…

5. เมื่อเทพ Zeus ผ่ามนุษย์ออกเป็นสองส่วนแล้ว ก็สั่งให้เทพอะพอลโลช่วยหันใบหน้าและลำคอของมนุษย์กลับมาทางด้านที่ถูกผ่า จะได้มองเห็นสภาพบาดแผลที่ตนเองถูกลงโทษ และให้อะพอลโลช่วยปรับแต่งบาดแผล อะพอลโลดึงหนังจากด้านข้างเข้ามาประกบกันแล้วผูกเป็นปมไว้ตรงกลางพุงที่เรียกว่าสะดือ มนุษย์จะได้จำที่มาของตนเองได้ และก็ปั้นอกปั้นหน้าตาให้ดูเรียบร้อยเหมือนช่างทำรองเท้า  ส่วนมนุษย์ที่ถูกผ่าออกจากกัน เมื่อเห็นอีกซีกหนึ่งของตัวเองก็วิ่งเข้ามาหากัน กอดกันแน่นต้องการที่จะกลับมารวมเป็น 1 เดียวเหมือนเดิม ต่างไม่ยอมกินยอมนอน ไม่อยากทำอะไรที่แยกจากกัน จนอาจจะต้องสูญสิ้น  เทพเจ้าสงสารจึงหมุนอวัยวะสื

Symposium เป็นเรื่องหนึ่งในรวมเล่มงานของเพลโตเล่มนี้

Symposium เป็นเรื่องหนึ่งในรวมเล่มงานของเพลโตเล่มนี้

บพันธุ์ของมนุษย์มาไว้ด้านหน้า เมื่อมนุษย์ชายหญิงมาพบคู่ของตนเองก็จะสืบทอดเผ่าพันธุ์ หรือมนุษย์ที่เป็นเพศเดียวกันพบคู่ที่เป็นเพศเดียวกันของตนก็จะมารวมตัวกันอยู่อย่างสงบสุข

6. อะริสโตฟานีส พูดว่า …And the reason is that human nature was originally one and we were a whole, and the desire and pursuit of the whole is called love… เหตุผลก็คือว่า ธรรมชาติของมนุษย์แต่ดั้งเดิมนั้นเป็นหนึ่งเดียว  เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และความปรารถนาและการไล่ตามหาความเป็นหนึ่งเดียวนี้ ก็คือความรักนั่นเอง… (Britannica Great Books, Dialogues of  Plato, Symposium, p 158)

เรื่องเกี่ยวกับความรักและความเป็นหนึ่งเดียวของ อะริสโตฟานีส ยังมีรายละเอียดมากกว่านี้นะคะ และยังมีคนสำคัญที่มากล่าวถึงความรักอีกหลายคน ในซิมโพเซี่ยมครั้งนี้ โดยเฉพาะ โสกราตีส ถือว่าเป็นไฮไลต์สุดของงานเลยทีเดียว แต่เอาไว้บล็อกหน้าค่อยมาเขียนต่อนะคะ

พักผ่อนมากๆ นะคะทุกคน ด้วยรักค่ะ //

This entry was posted in Books, religion and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s