ที่มาของความรักแบบเพลโต About Platonic Love


นักปราชญ์หญิง ไดโอติม่า ผู้เป็นอาจารย์ทางความคิดเกี่ยวกับความรักของโสกาตีส -เจ้าแห่งแนวคิด Platonic Love

นักปราชญ์หญิง ไดโอติม่า ผู้เป็นอาจารย์ทางความคิดเกี่ยวกับความรักของโสกาตีส -เจ้าแห่งแนวคิด Platonic Love

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ที่รักทุกท่าน
วันนี้ขอเขียนต่อเรื่องเกี่ยวกับความรักที่ค้างเอาไว้จากบล็อกที่แล้วนะคะ
ในวรรณกรรมโบราณเรื่อง ซิมโพเซี่ยม ที่ เพลโต้ เขียนให้ โสกราตีส กล่าวถึงเรื่องเกี่ยวกับความรักไว้นั้น ถือว่า เป็นทัศนะแบบฉบับเกี่ยวกับความรักอันเก่าแก่ ที่รู้จักกันในนามของ ความรักแบบเพลโต้ หรือ Platonic Love นั่นเอง ซึ่งก็ได้มีการนำมากล่าวถึงซ้ำๆ อีกมากมายและยาวนานจนทุกวันนี้ ถือว่าแนวความคิดหนึ่งที่เป็นอมตะค่ะ

มาดูกันซะหน่อยนะคะว่า พวกปัญญาชนในยุคโบราณกาลครั้งโน้นเค้ามีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องความรักกันอย่างไร

ท่านพุทธทาสได้จับแก่นความคิดในเรื่องนี้มาไว้ในคำบรรยายของท่านสั้นๆ แต่ได้ใจความดีว่า… “อาจารย์โสเครติสเค้าบอกว่า ความรักนี้คืออำนาจที่จะนำไปสู่พระเจ้า …อธิบายว่า ถ้ายังไม่มีความรักก็ไม่มีกำลังมากพอที่จะเข้าถึงพระเจ้า ซึ่งเลยไปถึงวา มนุษย์จะมีการสืบพันธุ์เพื่อการบรรลุถึงพระเจ้าในที่สุด” (พุทธทาส อินทปัญโญ. ผู้ครองเรือน. พ.ศ. 2536, หน้า 17)
ในอีกตอนหนึ่งในประเด็น “ครอบครัวคืออะไร” ท่านพุทธทาสกล่าวว่า “…การมีครอบครัวมีลูกมีหลาน มันก็ไปในรูปว่า นี่คือกำลังไปสู่พระเจ้า ถ้าเราตายเสียก่อน ลูกของเราก็จะเดินต่อไป ฉะนั้น ครอบครัวคือ ทายาทที่จะรักษาไว้เป็นอย่างดี สำหรับให้มนุษย์ถึงพระเจ้าจนได้ เขาจึงอบรมลูกหลาน เหลน ในลักษณะที่จะต้องให้เข้าถึงพระเจ้าจนได้ ไม่อบรมลูกหลานเหลนให้เห็นแก่ตัว…” (พุทธทาส, ผู้ครองเรือน, พ.ศ. 2536 หน้า 19)

ความรักแบบเพลโต้หรือ Platonic Love ที่เขาเขียนไว้ใน ซิมโพเซี่ยม นำเสนอไว้ในแบบ Dialogue บทสนทนาแสดงวาทกรรมถามตอบข้อข้องใจ โดยให้ โสกราตีส สนทนากับ Diotima of Mantineia นักปราชญ์หญิงผู้รอบรู้ ที่ โสกราตีส ยกย่องว่าเป็นครูผู้ถ่ายทอดความคิดเกี่ยวกับเรื่องความรักนี้แก่เขา
ความรับรู้เกี่ยวกับความรักที่โสกราตีสได้มาจาก ไดโอติม่าก็คือ …ความรัก…ไม่ได้เป็นเทพเจ้าผู้แข็งแกร่งหรืองดงามแต่อย่างใด …ไม่ได้ทรงภูมิแต่ก็ไม่ได้โง่เง่า และอย่าคิดว่าอะไรที่ไม่งามแล้วจะต้องเลวร้าย “มันมีสิ่งที่อยู่กลางๆ ระหว่างความทรงภูมิและความโง่” ไดโอติม่าบอก… และสิ่งที่อยู่ตรงกลางนั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่า ความรัก…
โสกราตีสยังสงสัยอีกว่า… แล้วความรักเป็นอมตะ หรือว่าเป็นสิ่งที่ดับสูญไปได้?
ไดโอติม่าบอกว่า ความรักมิใช่อะไรที่เป็นอมตะ (immortal) และก็ไม่ใช่อะไรที่จะดับสูญไป (mortal) แต่อยู่ตรงกลางระหว่างสองสิ่งนี้ “ความรักเป็นวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ (great spirit) เป็นสะพานเชื่อม หรือเป็นทูต (the mediator) เป็นส่วนที่มาเติมเต็มตรงช่องว่างระหว่างมนุษย์ (men) กับพระเจ้า (gods) เป็นผู้นำพาสิ่งที่มนุษย์วิงวอนขอพรและการเซ่นไหว้สังเวยไปสู่พระเจ้า และนำเอาคำบัญชาและคำตอบจากพระเจ้ามาสู่มนุษย์”
โสกราตีสถามว่า ก็แล้วความรักนั้นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร?
ไดโอติม่าบอกว่า… ความรัก หรือ Love นั้น เป็นบุตรของบิดาที่ชื่อว่า โปโรส ซึ่งเป็นเทพแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย (Plenty) กับมารดา ที่ชื่อว่า เพเนีย หมายถึง ความยากจน (Poverty) ความรักถือกำเนิดขึ้นในสวนของเทพซุส (Zeus) ที่กำลังมีการจัดงานฉลองวันเกิดของ อะโฟรไดต์ หรือ เทพธิดาแห่งความงาม ดังนั้น ความรักซึ่งถือกำเนิดในวันเกิดของเทพธิดาแห่งความงาม จึงได้เป็นผู้ติดตาม และผู้อุปัฏฐาก ของ อะโฟรไดต์ และ มีคุณลักษณะของผู้ที่อยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างตัวตนของบิดาที่ฉลาดร่ำรวยเข้มแข็งมั่นคง รู้เท่าทัน และตัวตนของมารดาที่ไร้เดียงสาโง่และยากจน
ถ้าเช่นนั้นความรักจะมีความหมายต่อมนุษย์ในแง่ไหนอย่างไรกัน?
(ที่เพลโต้เขียนไว้ในซิมโพเซี่ยมนี้มีลักษณะเป็นวรรณกรรม เต็มไปด้วยวาทศิลป์ ซึ่งอาจเป็นท่วงทำนองที่คนยุคนั้นชอบ หากเพื่อนๆ ท่านใดอยากได้อรรถรสนี้ต้องอ่านต้นฉบับเองค่ะ เพราะหากแปลคำต่อคำก็จะยาวเกินค่ะ)
ต่อคำถามดังกล่าว ไดโอติม่า อธิบายตะล่อมซ้ายตะล่อมขวา สรุปใจความสำคัญส่วนหนึ่ง คล้ายที่ท่านพุทธทาสบรรยายเอาไว้ข้างต้นค่ะ ไดโอติม่าบอกแก่โสกราตีสว่า มนุษย์นั้นโหยหาความเป็นอมตะ ต้องการเข้าถึงและเป็นเจ้าของความดีความงามที่สมบูรณ์ที่สุด (Absolute Good and Beauty) แต่มนุษย์ขาดทั้งพละกำลังความแข็งแกร่ง (ตั้งแต่ถูกเทพเจ้าผ่าเป็นสองซีก) และเป็นสิ่งที่ดับสูญไปในระยะเวลาที่แน่นอนหนึ่ง เพื่อที่จะไปให้ถึงความเป็นอมตะ จึงได้มีการกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวระหว่างมนุษย์ชายหญิง เพื่อให้กำเนิดลูกหลานที่มารับช่วงต่อในการเข้าถึงความดีงามที่สมบูรณ์
ไดโอติม่าบอกว่า “…the mortal nature is seeking as far as is possible to be everlasting and immortal: and this is only to be attained by generation…” โดยที่มีความหวังตั้งใจและเชื่อว่ามนุษย์แต่ละรุ่นจะดีงามทั้งใจกายขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไปบรรลุถึงความดีงามอันสมบูรณ์ “นี่คือวิถีดำเนินชีวิตที่มนุษย์ควรเลือก..”
โสกราตีส กล่าวในตอนท้ายว่า “..เพื่อจะบรรลุถึงสิ่งที่มุ่งหวังนี้ มนุษย์ไม่มีเครื่องมือใดอื่นที่ดีกว่าอีกแล้ว นอกจากความรัก ดังนั้น มนุษย์ควรให้เกียรติแก่ความรัก และเดินไปบนหนทางของความรัก ชักชวนเพื่อนมนุษย์ให้เดินไปด้วยกัน และยกย่องเชิดชูพลังและวิญญาณของความรัก…ตลอดไป”
เพื่อนๆ คะ สาระของความรักแบบเพลโต้ พยายามเก็บความมาได้ด้วยประการฉะนี้ หากใครอ่านแล้วยังไม่เพียงพอ สามารถไปอ่านเป็นรายละเอียดได้จาก Dialogues of Plato, Symposium นะคะ รับรองว่าจะได้แง่คิดมุมมองของคนยุคนั้นมากกว่านี้แน่นอนค่ะ แล้วพบกันใหม่
ด้วยรักแน่วแน่สม่ำเสมอค่ะ //

This entry was posted in Books, religion and tagged , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s