อาหารเปลี่ยนชีวิต… “กินอย่างรู้เท่าทัน”


Image

การหันมารับประทานอาหารที่มีองค์ประกอบเป็นผลไม้ล้วนๆ จำนวนมากๆ เป็นเรื่องที่ “บ้าไปรึเปล่า?” สำหรับบางคนที่เป็นห่วงกังวลในเรื่องความเพียงพอครบถ้วนของสารอาหารที่ควรกินให้ครบหมวดหมู่ และเป็นเรื่องที่น่าขนพองสยองเกล้าสำหรับคนที่หวาดกลัว “น้ำตาล” และอื่นๆ …

แนวทางการกินเช่นว่านี้เป็นเรื่องที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะดำรงอยู่ได้ หรือเป็นที่ยอมรับกันได้ง่ายๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่เดินสวนทางกับหลากหลายเรื่องราวที่เราถูกสอนและฝังหัวกันมาอย่างเป็นระบบและงอกรากฝังแน่น

และในความเป็นจริง ทุกคนก็ไม่ควรเชื่อและนำมาปฏิบัติโดยไม่รู้ที่มาที่ไปให้ถ่องแท้เสียก่อน จริงๆ ด้วยค่ะ เพราะหลักเกณฑ์ / แนวทางการปฏิบัติอะไรใดๆ ทุกอย่างย่อมมีด้านดีและด้านกลับของมันเสมอ รวมทั้งมีเงื่อนไขอย่างยิ่งในการใช้และการให้ผลของมันเสมอไม่น่าจะมีข้อยกเว้นค่ะ

######

เพื่อนๆ ที่รักคะ ฉันเริ่มให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลคือ (ก) ได้เห็นผลเชิงประจักษ์ที่ได้ผ่านการปฏิบัติที่เป็นจริง (ข) พบว่า มีความรู้ใหม่ที่น่าสนใจที่ก่อนหน้านี้คิดว่ายังไม่มีใครนำเสนอ หรือมีการจัดการแบบเป็นองค์ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ขึ้นมา และ (ค) พบด้วยว่า มันเป็นศาสตร์ที่มีลักษณะ Holistic เชื่อมโยงเป็นองค์รวมนำเสนอไว้รอบด้านดีค่ะ

ขณะที่เห็นลูกเดินหน้าแบบเต็มสูบ ทีแรกก็รู้สึกเป็นห่วง กินกล้วยหอมทีละ 5-6 ลูก… โอยมากไปไหม? ท้องจะอืดไหม? น้ำตาลเต็มตัวไหม? กินข้าว กินมันฝรั่ง / มันเทศนึ่งทีละชามโคม แป้งจะล้นเกินไหม? พุงจะหลามไหม? บลา บลา….

พรรคพวกเพื่อนฝูงของเค้าเมื่อได้รู้เห็นก็ต่างเป็นห่วงว่า… นางกินแต่ผลไม้จะขาดอาหาร จะไม่มีแรงเคลื่อนไหวทำอะไร เป็นโรคขาดอาหารแน่ๆๆๆ บลา บลา …

จริงๆ ค่ะรู้สึกอย่างนั้น แต่…เจ้าตัวกลับมีอาการตรงกันข้ามกับที่คนรอบตัวเป็นห่วง (ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในบล็อกก่อนหน้านี้) รวงแสดงความมั่นใจสูงในการรับประทานกล้วยหอมมื้อละ 6 ลูกผสมสตรอว์เบอรี่แช่แข็งอีกกำมือหนึ่ง กับน้ำที่ผสมจนท่วมและน้ำนมข้าวกล้องงอกอีกเล็กน้อย

“ต้องขนาดนี้ละแม่ ผลไม้อยู่ในกระเพาะได้ไม่นานก็หายไปหมดแล้วค่ะมันมีน้ำเยอะ ประมาณสิบโมงก็ต้องกิน Snack อีกจานใหญ่ๆ เลยแม่ ไม่งั้นก็จะหิว”

เช้าอีกวันหนึ่งเห็นเธอแบกชามอ่างที่มีแตงโมหั่นเป็นชิ้นสีแดงฉ่ำอยู่เต็มชามมาวาง

“นี่ทั้งหมดแค่ครึ่งลูกเท่านั้นแม่”

“กินทั้งหมดนี่เลยเหรอ?” แม่ตกใจ!

รวงพยักหน้า “ต้องกินตอนมื้อเช้าอย่างเดียวเลยนะแม่ ห้ามกินในมื้ออื่นๆ เด็ดขาด แล้วก็ไม่ผสมอาหารอื่นหรือผลไม้ชนิดอื่นๆเลยนะแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่ากินแตงโมกับอาหารที่มีไขมัน เพราะมันจะไปเกาะกับไขมันทำให้ท้องอืดท้องเฟ้ออย่างแรงเลยละ กินเดี่ยวๆ ทั้งหมดนี่ไม่กี่นาทีก็หายไปหมด แต่มันจะทำให้เราสดชื่นกระปรี้กระเปร่าทันที เพราะมันแตกตัวเป็นกลูโคสเร็วมาก แต่มันจะหายไปเร็วเพราะมีปริมาณน้ำตาลที่จะอยู่ในเลือดน้อยมากค่ะ”

ฟังเค้าและพยายามทำความเข้าใจ นี่เค้ากำลังพูดถึงลักษณะ Glycemic Index-GI กับ Glycemic Load – GL ของแตงโม คิดในใจว่า ฉันคงต้องไปทำความเข้าใจเรื่องสองเรื่องนี้ว่ามันคืออะไรกันแน่ (ซึ่งไปศึกษาดูแล้วค่ะ จะเขียนถึงในตอนต่อๆ ไปนะคะ)

แค่กินแตงโมก็ยังต้องรู้เท่าทันมันเลย… คิดในใจ

นอกจากนั้น แตงโมยังมีเรื่องสารตกค้างอีก บางคนบอกว่ามันมีสารตกค้างเยอะ ทำให้คนกินแล้วป่วยไม่สบาย… ก็ฟังหูไว้หูค่ะ เราต้องไปตรวจเช็คเรื่องพวกนี้ (ได้ข้อมูลมาว่า แตงโมหน้านี้ไม่มีสารตกค้างที่อันตรายใดๆ ก็เบาใจไปค่ะ)

เกี่ยวกับการกินผลไม้ ยังมีเรื่องราวรายละเอียดที่น่าสนใจอีกมากเลยทีเดียวค่ะ เช่น เมื่อคุณพ่อเห็นลูกนั่งกินผลไม้เป็นอาหารอย่างเป็นกอบเป็นกำ และก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของเค้าพร้อมๆ กันไป คุณทั่นก็ยังไม่กล้ากินผลไม้มากๆ เป็นชามใหญ่อย่างลูกค่ะ

“พ่อกลัวน้ำตาลสูง” คุณพ่อมีระดับโคเลสเตอรอลค่อนข้างสูง ถูกหมอแนะนำให้ควบคุมอาหาร

“แสดงว่าพ่อมีไขมันสะสมในเลือดมาก ก่อนที่พ่อจะกินผลไม้หวานๆ พ่อต้องเลิกกินอาหารที่มีไขมันเด็ดขาด และกินผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำส้ม มะนาว แอปเปิ้ลเขียว สักพัก เพื่อขจัดวงจรไขมันออกไปก่อน จริงๆ แล้วน้ำตาลผลไม้ไม่มีอันตราย ไขมันต่างหากที่มันขวางทางเดินของโมเลกุลน้ำตาลที่ควรจะผ่านออกไปได้อย่างรวดเร็ว ก็ไปไม่ได้เลยตกค้างอยู่ในกระแสเลือด”

อ่ะนะ // กินผลไม้ก็ต้องรู้เท่าทันมันอีกเหมือนกันแฮะ…

ต้องกินอย่างรู้เท่าทันมันจริงๆ ค่ะ

เพื่อนๆ ที่รักทุกท่านคะ บล็อกหน้าฉันจะค่อยๆ ขยายความเรื่องต่างๆ ที่ได้พยายามทำความเข้าใจ ติดตามเฝ้าสังเกตการเดินไปบนหนทาง “การกินอาหารแบบลิง” ของรวง หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “กินดิบๆจนถึงสี่โมงเย็น” (Rawtil4) มาเล่าไขต่อไปเรื่อยๆ เมื่อยังมีแรงนะคะ

พบกันอีกค่ะ ด้วยรักจากใจเหมือนเคยนะคะ //

This entry was posted in Food and drink, Health and wellness and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

2 Responses to อาหารเปลี่ยนชีวิต… “กินอย่างรู้เท่าทัน”

  1. ต้องรู้เท่าทันตัวเราเอง เท่าๆกับรู้เท่าทันอาหาร คนสองคนอาจต้องการสัดส่วนของสารอาหารที่ไม่เหมือนกัน คนขาดโปแตซเซียมก็ต้องการกล้วยหอมมากกว่าคนอื่น และกล้วยหอมก็เป็นของต้องห้ามของคนเป็นโรคไต เป็นต้น

    • CordiaV says:

      อ.ชูชาติมีแง่คิดที่ดีค่ะ แต่บางทีเราอาจจะยืนบนจุดที่แตกต่างกันตรงที่ อ. มองกล้วยหอมในแง่ของการเยียวยา แต่เรามองกล้วยหอมในแง่ของอาหารที่คนเรากินในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การเติมเต็มสิ่งที่ขาด หรือช่วยรักษาอาการป่วยของคนเราแต่อย่างใดค่ะอาจารย์ ขอบคุณมากค่ะที่ติดตามอ่านข้อเขียนนี้ กรุณาติดตามและคอมเมนท์มาแลกเปลี่ยนกันอีกนะคะ ด้วยนับถือค่ะ //

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s