อาหารเปลี่ยนชีวิต… เราก็ศิษย์มีครู…//


สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ที่รักทุกท่าน…
หลังจากได้เขียนเรื่องการปรับเปลี่ยนอาหารของ รวง –ลูกคนเล็ก- ออกไปในบล็อกก่อนหน้านี้ ก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่า อาจจะมีหลายคนที่อาจรู้สึกว่า นี่คืออะไรที่สุดขั้วหรือเปล่า? หรือว่านี่เป็นการกินอาหารแบบรักษาโรคใช่รึเปล่า? และคำถามอื่นๆ อีกมากมาย และหรือบางคนก็อาจคิดว่านี่เป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ไม่เกี่ยวกับการกินของคนอื่นๆ แต่อย่างใด…
ไม่เลยค่ะ ไม่ใช่เช่นนั้น /
จึงหวังว่า เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้ อาจช่วยให้มีความกระจ่างเกี่ยวกับการเลือกรับประทานของเราๆ ท่านๆ มากขึ้นเรื่อยๆ และอยากยืนยันไว้ก่อนเลยว่า นี่มันเป็นเรื่องที่ท้าทายคนเราไม่น้อยเลยเหมือนกันค่ะ/
#####

เรื่องมีว่า… อยู่มาวันหนึ่ง…

หนังสือเล่มนี้บดขยี้ฉันเสียเละเหมือน smoothie ก็ไม่ปาน

หนังสือเล่มนี้บดขยี้ฉันเสียเละเหมือน smoothie ก็ไม่ปาน

หลังจากที่ถูกตั้งคำถามย้อนแย้งเยอะๆ (ด้วยความเป็นห่วงโดยคนรอบข้าง) มากเข้าๆ รวง (ลูกคนเล็ก) ก็ถือหนังสือเล่มค่อนข้างหนาเล่มนี้มามอบให้มารดา “The 80/10/10 Diet” เขียนโดย Dr. Douglas N. Graham หนังสือเล่มนี้เพิ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2006 นี้เองค่ะและตีพิมพ์ซ้ำมาแล้ว 3 ครั้ง
“แม่ต้องอ่านเล่มนี้จ้ะ” พูดสั้นๆ ไม่อธิบายไม่บรรยายยืดยาดตามแบบของรวง แต่มีท่าทางที่บ่งบอกเป็นนัยว่า “เราก็ศิษย์มีครู ไม่ได้คิดเอาลอยๆ” เอาสิๆ โวว ๆ ๆ…
หนังสือเล่มนี้ ถึงตอนนี้ฉันอ่านไปแล้วหนึ่งในสามของเล่ม ต้องบอกว่าน่าสนใจๆๆ…ค่ะ
เค้าสามารถนำเอาเรื่องยากๆ ทางวิชาการมีอธิบายให้เข้าใจได้สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีฐานคำศัพท์ทางแพทย์หรือความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ด้านอาหารและโภชนาการมากนัก
มันเป็นหนังสือเล่มที่น่าตื่นเต้นสำหรับฉัน… เพราะมันสามารถกระตุ้น ผลักดันทำให้ฉันต้องไปค้นคว้าหาความรู้เรื่องต่างๆ อย่างแรงเลยค่ะ ไม่ใช่เบาๆ
มันเป็นหนังสือเล่มที่ทำให้ฉันต้องชี้หน้าตัวเองว่า “เรายังไม่รู้จริงเกี่ยวกับอะไรเลย///…ฮือมม เราไม่รู้จริง!!”
#####

ที่แล้วมา….กระแสการกินเพื่อสุขภาพท่วมท้นล้นเกิน…
ฉันเชื่อเลยค่ะว่า มีเพื่อนๆ หลายๆ คนที่ผ่านชีวิตมามาก ต่างก็ได้ผ่านเรื่องราวของการเลือกแบบชนิดของอาหารที่คิดว่าเหมาะสมกับตนเอง… หลายคนได้จำกัดอาหารบางอย่างตามคำแนะนำของหมอหรือนักโภชนาการที่ตนเองเชื่อถือ… หรือบางคนอาจได้ผ่านการบำบัดโรคเฉพาะตัวด้วยการปรับอาหารการกินในเนื้อหา/รูปแบบต่างๆ กันมาอย่างโชกโชน…
โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาที่มีกระแสเรื่องการกินอาหารเพื่อสุขภาพสูงขึ้นมาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น You are What You Eat หรือ การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดของแต่ละคนซึ่งนำไปสู่ความหลากหลายของการเลือกกินอาหารของคนแต่ละกลุ่มเลือด เช่นกลุ่มเลือดโอ เหมาะกับอาหารเนื้อเป็นหลัก กลุ่มเลือดเอเหมาะกับอาหารพืชผัก กลุ่มเลือดบีเหมาะกับอาหารนมและผักปลาซึ่งทุกกลุ่มก็แตกรายละเอียดไปอีกมากมาย… มาจนถึงการกินอาหารแบบเจ หรือ Vegan หรือมังสะวิรัติ Vegetarian หรืออาหารบนฐานพืชผัก Plant-based หรืออาหารบนฐานผลไม้ Fruitarian ฯลฯ เป็นต้น
และฉันเชื่อว่า ความหลากหลายของทางเลือกยังมีมากกว่าที่กล่าวมาแน่นอนค่ะ ขึ้นอยู่กับองค์ความรู้และข่าวสารที่เราได้รับจากทั่วทุกมุมโลก และการเลือกที่จะเชื่อถือและนำมาปฏิบัติ เนื่องจากโลกมันดูเหมือนแคบลง ทั้งๆ ที่สภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของคนในแต่ละแห่งแต่ละมุมโลกยังไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก
ฉันเองก็อยู่ในกระแสนี้เช่นกันค่ะ …อะไรว่าดีก็รับๆ มาลองๆ ทำ …อะไรว่าไม่ดีก็หนีไปไกลๆ ///
#####

ช่างโง่เง่ากลัวคาร์บเข้าร่าง… จ๊ากกกกช่วยด้วยยย…
แม้ว่าจะรู้สึกว่าได้ทดลองปฏิบัติมามากมายหลายแบบ ติดตามและสนใจข้อค้นพบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ แต่ก็ขอสารภาพว่า ฉันยังไม่รู้จริงในอีกหลายเรื่อง กระทั่งเข้าใจผิดในหลายๆ เรื่อง เช่น ฉันยังไม่รู้จริงว่าคาร์โบไฮเดรต หรือคาร์บ (Carbs) จริงแล้วคืออะไร มองหยาบๆ ว่ามันคือแป้ง ซึ่งมีข้าวเป็นตัวแทนที่ดูน่ากลัว เมื่อเข้าไปในร่างกายเราแล้วมันก็จะกลายเป็นน้ำตาลวิ่งไปมาอยู่ในกระแสเลือด… แล้วในที่สุดมันก็กลายเป็นห่วงยางที่อยู่รอบๆ เอวของเรา… นั่นมันคือต้นตอของความอ้วนของเรา ทำให้เรากลัวเกรงสิ่งที่เรียกว่า คาร์บ อย่างมาก ถึงกับตั้งโปรแกรมการกินของตัวเองที่ลดปริมาณหรือขจัด คาร์บ ออกไปเสียจากเมนูอาหารอย่างเด็ดขาด
นอกจากนั้น ในวงการส่งเสริมการลดน้ำหนักตัว ยังมีการเผยแพร่ยาในรูปของอาหารเสริมชนิดที่มีผลในการสกัดคาร์บ (Carbs block) ขึ้นมาจำหน่ายสำหรับคนกลัว คาร์บ เข้าร่าง กล่าวคือ พยายามอย่างมากที่จะไม่กินข้าว แต่ได้กินเนื้อ / หมูปิ้ง-ย่างมันๆ เข้าไปเต็มที่ อะไรทำนองนี้นะคะ ซึ่งเป็นการกินที่ผิดอย่างมาก
นี่กล่าวถึงตัวอย่างคาร์บตัวเดียว จริงแล้วฉันพบว่า ตัวเองนั้นยังไม่รู้จริงเกี่ยวกับสารอาหารอื่นๆ แต่ละชนิดที่มีอยู่มากมาย และบทบาทที่เป็นจริงของมันต่อร่างกายของมนุษย์อย่างเราสักเท่าไหร่เลยค่ะ รวมทั้งเรื่องของไขมัน โปรตีน วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ อีกมากมาย ว่าค่าที่สมดุลของสารอาหารเหล่านี้ในร่างกายของเราเป็นเท่าไหร่อย่างไร และร่างกายของเรานำมันไปใช้อย่างไร เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในที่นี้เราคงจะไม่ลงลึกไปถึงขั้นการศึกษาศาสตร์ว่าด้วยอาหาร Food science หรอกนะคะ เอาแค่กระจ่างในทางปฏิบัติก็น่าจะพอได้แล้วละ //
#####
หนังสือเล่มนี้… มันทำให้ฉันตาสว่างขึ้นมาในหลายๆ เรื่องเลยค่ะ

เที่ยวหน้าจะเข้ามาเล่าต่อนะคะว่าฉันถูกหนังสือเล่มนี้บดขยี้จนแหลกเละ (เหมือน Smoothie) อย่างไรบ้าง โปรดเข้ามาอ่านกัน…

หรือเพื่อนท่านใดรอไม่ไหวก็จงไปร้านหนังสือคว้าเอามาอ่านล่วงล้ำหน้าฉันไปเลยก็ได้
แล้วมาแลกเปลี่ยนกันนะคะ….
รักทุกท่านเสมอมิแปรเปลี่ยน❤

This entry was posted in Books, Food and drink, Health and wellness. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s