อาหารเปลี่ยนชีวิต… บางส่วนของความแตกต่างระหว่างเรากับสัตว์กินเนื้อทั่วไป


สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ทุกท่านคะ มาถี่ๆ อีกแล้วค่ะ

10579698_265077907022490_408438001_o

มะลิเป็นสัตว์ประเภท Omnivore กินได้ทุกอย่างค่ะ -เครดิตภาพ รวงข้าว หรือ “แม่รวง” นั่นเองค่ะ

จากบล็อกที่แล้วที่ชวนเพื่อนๆ ทานผลไม้นะคะ บางท่านก็อาจจะเกิดความรู้สึกว่า “Why fruit?” ทำไมต้องผลไม้ด้วยล่ะ? ก็ฉันอยากกินอย่างอื่นที่ไม่ใช่ผลไม้ หรือก็ว่า… ฉันไม่ชอบผลไม้ /ไม่ชอบกล้วย/ มีไรอ๊ะป่าว? ฯลฯ

อู๊ววว… ไม่มีผลไม้ที่ชอบสักอย่างเลยเหรอ… (ไม่จริงม๊าง…)

“เรื่องอาหารการกินนั่น แรง…ยิ่งกว่าความเชื่อทางศาสนาอีกนะแม่” รวงเคยพูดกับฉันวันหนึ่ง

“ที่ฉันกินอยู่ทุกวันนี่มันแย่มากเลยเหรอ…เธอถึงจะมาชักชวนให้ฉันไปกินอย่างอื่น?” นี่ฉันเคยโดนมาด้วยตัวเอง

แต่จริงๆ แล้วนะคะ ฉันเองก็ปรับเปลี่ยนวิถีการกินของตัวเองมาเรื่อยๆ จะว่าตามกระแส (ก็อาจจะว่าได้ ว่ามาเถอะ) แต่ที่ผ่านมานะฉันก็ไม่เคยคิดว่าจะเลิกกินเนื้อสัตว์หรือเป็นมังสะวิรัติเลยสักครั้ง… และก็อยากบอกว่า …เที่ยวนี้นะ ฉันรู้สึกว่ามันแตกต่างกว่าทั้งหมดที่ผ่านมาจริงๆ ค่ะเพื่อนๆ

ก็เลย…อดแอบเอามาเขียนไม่ได้…

จะว่าไปแล้ว หนังสือเล่มที่ลูกเอามาวางให้นั่นมีส่วนอย่างมากทีเดียวค่ะ ดังที่ฉันเคยเขียนตอนแรกๆ ว่า …ฉันถูกหนังสือเล่มนี้ “บดขยี้” เสียยับเยิน เรียกได้ว่า “ย้ายสำนัก” กันเลย จริงๆ ค่ะ (จากสำนักกินเนื้อมาเป็นสำนักกินผลไม้)

ทั้งนี้เพราะตั้งแต่บทแรกหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้ฉันต้องยอมรับว่า คนเรานั้นเป็น “สัตว์กินผลไม้” หรือที่เรียกว่า Frugivores คล้ายกับพวกลิงค่างบ่างชะนีและชิมแปนซีอุรังอุตัง ไรพวกนี้ละค่ะ โดยที่เค้าได้ศึกษาเปรียบเทียบความเหมือนความแตกต่างระหว่างกลุ่มสัตว์ที่กินอาหารลักษณะต่างๆ เอาไว้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวที่น่าให้ความสนใจค่ะ

ในที่นี้ ฉันจะขออนุญาตนำประเด็นเปรียบเทียบที่น่าสนใจระหว่างมนุษย์หรือสัตว์ที่กินผลไม้กับสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหารหลัก มาเขียนถึงไว้สักนิดนึงนะคะเผื่อจะเป็นข้อมูลที่นำไปสู่การค้นคว้าเพิ่มเติมของท่านที่สนใจ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกันต่อไปดีไหมคะ?

####

ต่อไปนี้เป็นประเด็นความแตกต่างสำคัญๆ ระหว่างมนุษย์เรากับสัตว์ประเภทกินเนื้อ (เก็บความมาจากหนังสือของ ดร.ดักลาส เกรแฮม ชื่อ 80/10/10 ซึ่งเข้าใจว่าเค้ารวบรวมมาจากผลงานการวิจัยค้นคว้าสำคัญๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน) ค่ะ

(1) ความแตกต่างทางองค์ประกอบและลักษณะของฟันรวมทั้งลิ้น โดยนักสัตววิทยาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ได้อธิบายองค์ประกอบการจัดวางของซี่ฟันในแต่ละส่วนเริ่มจากตรงกลางไล่ลึกไปจนสุดคือฟันตัด (ฟันหน้า – incisor) เขี้ยว (canine) และฟันกราม (molar) โดยฟันของเราและของสัตว์คล้ายมนุษย์ (Anthropoid) ส่วนใหญ่คือ 2/1/5 ส่วนของสัตว์กินเนื้อคือ 3/1/5-8 และลักษณะของฟันกรามสัตว์กินเนื้อจะแหลมและคมส่วนของเราโดยทั่วไปเป็นรูปแบนไว้บดอาหาร “เขี้ยว” ของเราไม่เหมือนกับเขี้ยวของสัตว์กินเนื้อจริงๆ และเราก็ไม่ได้มีฟันแบบนี้เต็มปากเหมือนกับสัตว์กินเนื้อ ส่วนลักษณะของลิ้นนั้น มีเพียงสัตว์ที่กินเนื้อแท้ๆ เท่านั้นที่มีลิ้นสาก สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั้งหมดมีลิ้นที่นุ่มลื่น

(2) ลักษณะของลำไส้และระบบการดูดซึมของลำไส้ ลำไส้ของมนุษย์คดงอพับไปพับมา ขณะที่ลำไส้ของสัตว์กินเนื้อเรียบตรง ความยาววัดคร่าวๆ ของเรามีความยาวประมาณ 12 เท่าของความยาวลำตัว สภาพเช่นนี้ก็เพื่อการดูดซึมช้าๆ ของน้ำตาลและสารอื่นๆ จากผลไม้ ตรงกันข้ามของสัตว์กินเนื้อมีความยาวเพียง 3 เท่าของลำตัว ออกแบบมาเพื่อเลี่ยงการเปื่อยเน่าของเนื้อที่กินเข้าไป และในกระเพาะลำไส้ของสัตว์กินเนื้อมีการหลั่งกรดมากเพื่อการย่อยเนื้อและดูดซึมได้เร็วในช่วงลำไส้ที่สั้น (ถึงกระนั้น การเน่าเปื่อยของโปรตีนและกลิ่มเหม็นหืนของไขมันยังพบได้ในอุจจาระและกลิ่นสาบของสัตว์กินเนื้อ) กรดในกระเพาะของสัตว์กินเนื้อแรงกว่าของมนุษย์อย่างน้อย 10 เท่าขึ้นไป อาจถึงร้อยหรือกระทั่งพันเท่า

(3) การตอบรับไขมันและการย่อยสลายกรดในอาหาร ร่างกายมนุษย์รับไขมันได้น้อย เพราะร่างกายเราไม่สามารถหลั่งสารย่อยสลายกรดที่อยู่ในเนื้อสัตว์ได้เหมือนสัตว์กินเนื้อ ดังนั้น หากเรากินเนื้อเข้าไป ร่างกายเราจึงต้องสร้างความเป็นกลางแก่กรดจากอาหารเนื้อสัตว์ที่มีความรุนแรงนี้ด้วยด่าง (Alkaline minerals) ที่ก่อนอื่นจะดึงเอามาจากแคลเซี่ยมในร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดเกลือของกรดยูริก อันเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บ เช่น โรคเก๊าท์ โรคข้อรูมาติก โรคฟัน และอื่นๆ

(4) น้ำย่อย พบว่าน้ำย่อยของมนุษย์มีไว้ย่อยผลไม้ นั่นคือเรามี Ptyalin หรือ Salivary amylase น้ำย่อยในปากสำหรับย่อยเบื้องต้นเมื่อผลไม้เข้าปาก สัตว์กินเนื้อไม่มีน้ำย่อยในปาก และไม่หลั่ง Ptyalin และมีอัตราส่วนของน้ำย่อย หรือ Enzymes ที่แตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง

(5) การเผาผลาญน้ำตาล พบว่า น้ำตาลกลูโคสและฟรัคโตสในผลไม้ ให้พลังงานกับเซลส์ในร่างกายเราโดยไม่สร้างภาวะตึงเครียดให้กับตับอ่อน (นอกจากว่าเรากินอาหารที่มีไขมันสูงเข้าไป –พบว่าคนที่กินเนื้อสัตว์รับมือกับน้ำตาลไม่ได้ดี และหากกินผลไม้เข้าไปเยอะๆ ร่วมกับอาหารมันๆ ก็มีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวานได้ง่าย)

(6) ความอยากอาหารตามธรรมชาติ ในธรรมชาติเมื่อเราเห็นสีและได้กลิ่นของผลไม้ที่สุกปลั่งทำให้รู้สึกหอมและรู้สึกอยากกิน แต่กลิ่นของสัตว์ในธรรมชาติมักทำให้เราถอยหนี ส่วนสัตว์กินเนื้อนั้นจะน้ำลายไหลเมื่อเห็นเหยื่อ และมีปฏิกิริยาเหมือนได้กลิ่นอาหาร

(7) ความสะอาด พบว่ามนุษย์มีความสะอาดในเรื่องอาหารการกินมากที่สุด สัตว์กินเนื้อสะอาดน้อยสุด สามารถกินดิน แมลง ขยะเปียก และสิ่งอื่นๆ ที่ติดอยู่ในอาหารได้ ทั้งนี้พบว่า กลุ่มแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ของมนุษย์เรานั้นแตกต่างจากที่พบในลำไส้ของสัตว์กินเนื้อ ส่วนกลุ่มที่เหมือนกัน เช่น แลคโตบาซิลลัส และ อีโคไล  ก็พบว่ามีสัดส่วนต่างกัน ดังนั้น สัตว์กินเนื้อส่วนใหญ่สามารถกินและย่อยพวกเชื้อแบคทีเรียที่อาจทำให้คนตายได้ เช่นเชื้อที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ (botulism) เป็นต้นค่ะ

#####

ยาวไปแล้วค่ะ…เก็บเอามาฝากเฉพาะที่คิดว่าเป็นความแตกต่างอย่างสำคัญ ยังมีอีกหลายประเด็นเลยค่ะ ไว้มีโอกาสจะค่อยๆ นำมาเล่าอีกนะคะ …แต่บล็อกถัดไปหากไม่มีสิ่งใดมาหันเห ก็อยากจะเขียนบอกเรื่องว่า หากเราตัดสินใจกินผลไม้แล้ว ในที่สุดเราจะเลิกกินเนื้อสัตว์ค่ะ มีเหตุผลและภาวการณ์เป็นไปที่น่าสนใจทีเดียวนะคะ แล้วพบกัน…

This entry was posted in Books, Food and drink, Health and wellness and tagged , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s