อาหารเปลี่ยนชีวิต… น้ำตาลจากผลไม้ไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวกว่ามากคือ…


น้ำตาลจากผลไม้ไม่น่ากลัวค่ะ

น้ำตาลจากผลไม้ไม่น่ากลัวค่ะ

เมื่อมีการพูดถึงเรื่องการกินผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น กล้วยนานาชนิด มะละกอสุก มะม่วงสุก และยังมีทุเรียนแถมเข้ามาอีก รวมทั้งผลไม้หวานฉ่ำอื่นๆ อีกมากมาย (เพราะไทยเราเป็นสวรรค์ของผลไม้)…

เพื่อนๆ จำนวนมากมายหลายคน (รวมทั้งคนที่อยู่แวดล้อมรอบๆ ตัวของเราเลย) ก็มีความกลัวขึ้นสมองอยู่อย่างหนึ่ง… นั่นคือ “กลัวน้ำตาลในผลไม้” กลัวกันมาก กลัวกันมาแต่ไหนแต่ไร มีการห้ามกันอย่างเอาจริงเอาจังมานานเลยว่า อย่านะ อย่ากินผลไม้ที่มีรสหวาน โดยเฉพาะคนที่หมอระบุว่าเป็นเบาหวาน หรือมีน้ำตาลในเลือดสูง หรือปริ่มๆ หวาดเสียวว่าจะเป็นโรคดังกล่าว…

รวมทั้งคนที่ร่างกายยังไม่ได้ออกอาการอะไรกับเค้า ก็พลอยหวาดผวากันไปด้วย …

ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ไม่กล้ากินของที่ตัวเองแอบสารภาพว่า ชอบบบ…มากกก… หวานชื่นใจเหลือเกินนน… แต่ต้องหยุดกิน หยุดทันที เบรกกันจนตัวโก่งเลย… เพราะกลัวน้ำตาลในผลไม้…

จริงๆ ก็ต้องรับฟังและนำมาพิจารณาอย่างจริงจังค่ะ เพราะนี่ถือว่าเป็นความเป็นความตายของหลายคน และมันก็พูดได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ได้เกิดขึ้นและนำไปสู่การสรุปว่าเป็นเช่นนั้นด้วยค่ะ/

#####

สังเกตไหมคะว่า เดี๋ยวนี้อาหารทั่วไป หมายถึงอาหารคาวผัดต้มแกงต่างๆ ออกรสหวานนำมากขึ้น

หากใครไม่รู้สึกก็หมายความว่า ท่านได้ปรับปุ่มรับรสชาติอาหารในปัจจุบันไปมากแล้ว สำหรับฉันซึ่งกินอาหารต่างๆ มาชั่วชีวิตก็รู้สึกได้ค่ะว่า… ไม่ว่าอะไรก็หวานไปหมดเลย!

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ฉันจึงอยากฟันธงว่า คนเราทุกวันนี้ไม่ค่อยกินผลไม้ที่มีรสหวานอย่างธรรมชาติเพียงพอ ดังนั้นจึงต้องชดเชยความหวานโดยทำอาหารเกือบทุกชนิดให้มีรสหวานนำ แล้วคนกินก็จะรู้สึกว่า… ฮื่อมม… นี่อร่อย!

ใช่ค่ะ / ฉันจะบอกว่า จริงๆ แล้วมนุษย์เรานั้นเป็นสัตว์โลกประเภทกินอาหารที่มีรสหวานเป็นหลัก ปุ่มรับรสหวานของเราอยู่ที่ปลายลิ้น และเรามีน้ำย่อยอาหารรสหวานอยู่ในปากเลยที่เรียกว่า Salivary amylase (ดังที่กล่าวไปแล้วในตอนที่ว่าด้วย Why fruit?) และจึงไม่น่าแปลกใจว่า หลังอาหารมื้อหลักแล้ว มักจะมีการตบท้ายด้วยขนมหวาน เป็นอันจบชุดการรับประทานอาหารมื้อนั้นๆ และก็ไม่น่าแปลกใจที่เรามักเห็นมนุษย์ทำงานเดินถือแก้วเครื่องดื่มรสหวานติดมืออยู่เนืองๆ และระหว่างทำงานมักต้องมี ค็อฟฟี่เบรก หรือ ทีเบรก พร้อมขนมหวานทั้งช่วงเช้าและบ่าย…

แม้เราจะหักห้ามสักเพียงใด แต่ร่างกายเราก็ตะเกียกตะกายหาของหวานๆ กินทุกโอกาสค่ะ//

เพื่อนๆ ที่รัก ฉันคนหนึ่งละที่ยอมรับในเรื่องนี้ค่ะ//

#####

เอาละค่ะ เมื่อเรากลัวเกรงน้ำตาล แต่ก็ขาดมันไม่ได้ ดังนั้น ฉันจึงเริ่มศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอเล่าบอกเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษาต่อไปนี้ เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ค่ะเพื่อนๆ

(ก) ก่อนอื่นฉันได้พยายามทำความเข้าใจเรื่อง คาร์โบไฮเดรตว่ามันก็คือน้ำตาล ซึ่งเป็นสารชีวโมเลกุลที่สำคัญที่ประกอบขึ้นมาเป็นสิ่งที่มีชีวิตทั้งปวง และหน่วยที่เล็กที่สุดของคาร์โบไฮเดรตก็คือ กลูโคส หรือน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งเป็นสถานะของน้ำตาลเพียงอย่างเดียวที่ร่างกายของเราจะสามารถนำไปใช้ได้

(ข) ต่อมาฉันพยายามทำความเข้าใจเส้นทาง หรือขั้นตอนการเดินทางของน้ำตาลที่เข้าสู่ร่างกายของเรา ได้ความว่ามันมีขั้นตอนใหญ่ๆ 3 ขั้นตอน คือ (1) ขั้นเริ่มต้นทางเมื่อเรากินเข้าไปผ่านหลอดอาหารสู่กระเพาะ (2) ขั้นเข้าสู่ลำไส้และซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด และ (3) ขั้นเคลื่อนตัวอย่างง่ายดายออกจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลส์ทุกเซลส์ในร่างกายของเรา หากไม่มีอุปสรรคใดๆขวางกั้น ขั้นตอนทั้งหมดนี้เกิดขึ้นรวดเร็วภายในไม่กี่นาทีเท่านั้นค่ะ

(ค) จากนั้นฉันพยายามทำความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับน้ำตาลในเลือด และได้พบคำอธิบายที่น่าสนใจเกี่ยวกับดัชนีน้ำตาลในเลือด (Glycemic Index – GI) และค่าปริมาณน้ำตาลในอาหารที่เรากินเข้าไป (Glycemic Load – GL) ทำให้เข้าใจว่า เราจะดูว่าอาหารใดจะเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดมากน้อยเพียงใดต้องดูที่ GL เป็นหลัก เมื่อไปเช็คจากตารางเปรียบเทียบ GI และ GL ของอาหารต่างๆ เราจะพบว่า ผลไม้สดๆ และสุกพร้อมกินส่วนใหญ่จะมี GI และ GL ในระดับปานกลาง เช่น กล้วย แอปเปิ้ล สับปะรด ฯลฯ มีค่า GL ต่ำกว่าข้าวหรือข้าวโพดในปริมาณเท่าๆ กัน (การคำนวณหาค่า GL ก็ทำง่ายคือเอาดัชนี GI คูณด้วยปริมาณคาร์โบไฮเดรตของอาหาร แล้วหารด้วย 100 ค่ะ) ดังนั้น สรุปได้คือ กินข้าวหรือข้าวโพดจะทำให้เกิดน้ำตาลในเลือดมากกว่ากินกล้วยในปริมาณเท่าๆ กัน… (ตัวอย่างที่ยกมาเพื่อเห็นข้อเท็จจริงโดยเปรียบเทียบ ในที่นี้ไม่ได้เป็นการแนะไม่ให้กินข้าวหรือข้าวโพดนะคะ)

#####

มาถึงตรงนี้ จึงอาจสรุปได้คร่าวๆ ว่า (1) น้ำตาลที่ตกค้างในกระแสเลือดไม่ได้มาจากผลไม้แต่เพียงอย่างเดียว น้ำตาลอาจมาจากอาหารอื่นๆ ที่เรากินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว (2) มีการศึกษาพบว่า การมีไขมันมากเกินไปในกระแสเลือด ไขมันเหล่านี้ก็จะไปจับอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินไม่สามารถเชื่อมต่อกับโมเลกุลน้ำตาล เพื่อรับไปส่งให้เซลส์ได้สำเร็จ ทำให้มีน้ำตาลตกค้างในกระแสเลือดมากนำไปสู่โรคภัยต่างๆ (3) หรืออีกเหตุหนึ่งคือ ร่างกายที่แก่ตัวลงทำให้ตับอ่อนซึ่งผลิตอินซูลินอ่อนล้าทำงานไม่ดี… ค่ะ/

เมื่อศึกษาเรื่องเหล่านี้ดีๆ แล้ว ฉันจึงพบว่า ผลไม้หรือน้ำตาลจากผลไม้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากมายไปกว่าอาหารชนิดอื่นๆ ที่เรากินเข้าไปแต่ละวันแต่อย่างใดเลยค่ะ และเมื่อศึกษาไปดีๆ ก็จะพบว่า สิ่งที่เราควรกลัวมากกว่าก็คืออาหารที่มีไขมันค่ะ

เพื่อนๆ คะ… อาหารที่มีไขมันน่ากลัวกว่า และเป็นต้นเหตุที่แท้จริงของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หาใช่ผลไม้แต่อย่างใดไม่เลยค่ะ

ดังนั้น จึงขอฝากสิ่งที่สมควรศึกษาต่อไปอย่างยิ่ง …นั่นก็คือ การศึกษาแยกแยะให้ชัดเจนว่า “อาหารที่มีไขมันคืออาหารพวกใดบ้าง” ค่ะ

#####

ก่อนลาไป ขอบอกเพื่อนๆ ว่า… ข้อมูลที่นำมาเขียนทั้งหมดค้นจากความรู้ผ่านอินเทอร์เน็ต รวมทั้งหนังสือ “The 80/10/10 Diet” ของ Dr. Douglas N. Graham ฉบับพิมพ์ปี 2010 ค่ะ และขอบอกซ้ำๆ ว่า ฉันจะมีความยินดีมาก หากได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลและทัศนะต่างๆ กับทุกท่านค่ะ…

แล้วค่อยพบกันอีกนะคะ/ สวัสดีลาก่อนค่ะ///

This entry was posted in Food and drink, Health and wellness and tagged , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s